มาเรียนรู้เรื่องหุ้นกันกับตอน ปันผลหุ้นคืออะไร

มาเรียนรู้เรื่องหุ้นกันกับตอน ปันผลหุ้นคืออะไร

30

ทุกคนน่าจะเคยได้ยินคำว่า ปันผล มาก่อนแล้วปันผลคืออะไร?อย่างที่เคยกล่าวก่อนหน้านี้การที่เราเข้าไปถือหุ้นก็เหมือนกับเราเข้าไปเป็นเจ้าของกิจการคนหนึ่งดังนั้น ถ้าบริษัทได้กำไรเราก็ควรได้กำไรส่วนนั้นด้วยซึ่งรูปแบบที่จะได้ ก็คือปันผลนั่นเอง

ปันผล คือผลตอบแทนซึ่งบริษัทที่เราเข้าไปถือหุ้นให้เรามา เมื่อบริษัทมีกำไร

โดยปันผล มีทั้งรูปแบบที่เป็น

– เงิน (เงินปันผล)

– หุ้น (หุ้นปันผล)

– หรือทั้งเงินและหุ้น

โดยเวลาที่บริษัทจะจ่ายปันผลบริษัทจะขึ้นเครื่องหมาย XDและมีกำหนดวันที่ขึ้นเครื่องหมาย

โดยคนที่ซื้อหุ้นก่อนวันที่ขึ้นเครื่องหมายและถือหุ้นมาจนถึงวันที่ขึ้นเครื่องหมายเท่านั้น

จึงจะได้ปันผลยกตัวอย่างตามภาพ เป็นหุ้นของธนาคารกสิกรไทย (KBANK)

วันที่ขึ้นเครื่องหมายคือ 9 ก.ย. 2557ดังนั้นใครก็ตามที่ซื้อก่อนวันที่9 ก.ย. 2557 และถือจนถึง

วันที่ขึ้นเครื่องหมาย (9 ก.ย. 2557)จะได้รับปันผลนั่นเอง

คำถามที่พบบ่อย (ยกตัวอย่างจากภาพ)

  1. ถ้าซื้อหุ้นวันที่ 8 ก.ย. 2557

แล้วถือหุ้นไปจนถึงวันที่ 9 ก.ย. 2557

จะได้ปันผลไหม?

ตอบ ได้ครับ

  1. ถ้าซื้อหุ้นวันที่ 9 ก.ย. 2557

จะได้ปันผลไหม?

ตอบ ไม่ได้ครับ เพราะต้องซื้อก่อน

ขึ้นเครื่องหมาย แล้วถือจนถึงวัน

ที่ขึ้นเครื่องหมาย

  1. ถ้าซื้อหุ้นวันที่ 8 ก.ย. 2557

แล้วขายหุ้นในวันนั้นจะได้ปันผลไหม?

ตอบ ไม่ได้ครับ เพราะต้องถือจนถึงวัน

ที่ขึ้นเครื่องหมาย

  1. ถ้าซื้อหุ้นวันที่ 8 ก.ย. 2557

แล้วขายหุ้นวันที่ 9 ก.ย. 2557

จะได้ปันผลไหม?

ตอบ ได้ครับ

  1. ขึ้นเครื่องหมายแล้วแต่ไม่เห็นได้เงินเลย

แล้วจะได้เงินปันผลเมื่อไหร่

ตอบ ตามวันที่ในกรอบสีเขียวครับ

  1. จะได้รับเงินปันผลเท่าไหร่

ตอบ ตามกรอบสีฟ้าครับ แล้วนำไปคูณ

จำนวนหุ้นที่เราถือ ยกตัวอย่างเช่น

ถือหุ้นอยู่ 10000 หุ้น

10000 x 0.50 = 5000 บาท

 

มาเรียนรู้คำศัพท์ต่าง ๆ ในการเล่นหุ้น

มาเรียนรู้คำศัพท์ต่าง ๆ ในการเล่นหุ้น

29

ในทุกๆวงการก็มักจะมีศัพท์เฉพาะของวงการนั้นๆ โดยอาจจะเป็นศัพท์เทคนิคศัพท์ย่อๆ ที่สื่อความหมายให้เข้าใจได้ตรงกัน “วงการหุ้นเองก็เช่นกัน” วันนี้ผมจะขอพาทุกคน ไปรู้จักกับศัพท์เบื้องต้นที่พบเห็นได้บ่อยๆในวงการนี้กันครับ

“ตกรถ”

คืออาการเมื่อเราหมายตาหุ้นตัวหนึ่งไว้ แต่อาจจะยังไม่มีโอกาสซื้อหลังจากนั้นหุ้นตัวนี้กลับวิ่งขึ้นไป

เช่นหุ้น X จาก 2 บาท วิ่งไปเป็น 4 บาทโดยที่เราก็ยังไม่ได้ซื้อ เรียกอาการแบบนี้ว่าตกรถ เพราะคนอื่นขึ้นรถกันตั้งแต่ 2 บาทจนรถวิ่งไป 4 บาท แล้ว แต่เรายังมัวแต่ลังเลจนรถออกไปแล้วก็ยังไม่ได้ขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้มักเกิดอาการเฟล

“ขายหมู”

คืออาการที่เราซื้อหุ้นตัวหนึ่งไว้เช่น ซื้อหุ้น X ราคา 2 บาท แล้วมาขาย

ที่ราคา 3 บาทแต่ปรากฏว่า 3 วันถัดมา หุ้น X ขึ้นไปที่ 6 บาทซึ่งเราไม่มีหุ้นแล้วที่เรียกอาการนี้ว่าขายหมูเพราะมันเหมือนกับว่าเราซื้อลูกหมูมา เลี้ยงยังไม่ทันโตก็ขาย

ปรากฏว่าพอมันโต ตัวใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าขายได้ราคามากกว่า

ติดดอย”

คืออาการของคนที่เห็นหุ้นราคาขึ้นมาเรื่อยๆเช่น เห็นหุ้น X ค่อยๆขึ้นจากราคา 2 บาทไปเป็น 3 บาท … ไปเป็น 4 บาท …

ไปเป็น 5 บาท … ไปเป็น 6 บาทแล้วเราคิดว่ามันจะขึ้นต่อแน่เลยจึงตัดสินใจซื้อที่ 6 บาทแต่ปรากฏว่าหุ้นกลับลงมาเหลือ 5 บาท …ลงไปเป็น 4 บาท … ลงไปเป็น 3 บาทลงมาเหลือ 2 บาทอาการนี้ก็เปรียบเหมือนเราไปซื้อหุ้นที่จุดสูงสุดของราคา แล้วไม่ได้ขายจึงติดอยู่บนดอย

แมงเม่า

สำหรับแมงเม่านั้น หมายถึง ผู้ลงทุนรายย่อยที่จะลงทุนนั้นก็เปรียบเสมือนแมงเม่า ที่วิ่งเข้าไปลงทุนในหุ้นที่โดนปั่น จึงทำให้หลาย ๆ คนเรียกนักเล่นหุ้น มือใหม่ หรือผู้ลงทุนรายย่อยว่า แมงเม่า ซะเป็นส่วนมาก ซึ่งคำศัพท์เหล่านี้ล้วนเป็นคำศัพท์ขำขำที่มีกันในหมู่นักเล่นหุ้นนั่นเอง

 

สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนที่จะเริ่มต้นเล่นหุ้น

สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนที่จะเริ่มต้นเล่นหุ้น

29

สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนซื้อหุ้นแล้วเราจะซื้อหุ้นได้ยังไง?คงเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยเราคงไม่ได้เข้าไปที่บริษัทที่เราต้องการถือหุ้นแล้วไปบอกเขาว่า

ขอซื้อหุ้นหน่อยครับ เพราะจริงๆแล้วในปัจจุบันเมื่อมี internet เข้ามาเกี่ยวข้อง

ทำให้เราสามารถซื้อขายหุ้นได้ด้วยตัวเองแต่ก่อนที่เราจะซื้อขายด้วยตัวเองได้สิ่งหนึ่งที่เรา “ต้องรู้” คือตัวอักษรย่อของแต่ละบริษัทเพราะบางบริษัทก็มีตัวอักษรย่อตามที่เราทุกคนรู้จักยกตัวอย่าง เช่นปตท. มีตัวย่อคือ PTTค่ายโทรศัพท์ Dtac ตัวย่อคือ DTACรถไฟฟ้า ตัวย่อคือ BTS

ธนาคารไทยพาณิชย์ มีตัวย่อคือ SCBธนาคารกสิกร มีตัวย่อคือ KBANKแต่ก็มีหลายบริษัทที่ตัวย่อไม่คล้ายกับที่เรารู้จักเลยยกตัวเอง เช่นรถไฟฟ้าใต้ดิน ไม่ได้ใช้ตัวย่อว่าMRT แต่ใช้ตัวย่อว่า BMCLหรือ MK ก็ไม่ใช่ตัวย่อของร้านสุกี้ MKซึ่งสำหรับตัวย่อของแต่ละบริษัทนั้น เราสามารถดูได้จาก

http://www.settrade.com/C18_Search_Symbol.js  โดยสามารถค้นหาตามตัวอักษรที่เรารู้จัก หรือ ดูตามหมวดตัวอักษร

ก็สามารถทำได้ ซึ่งเราก็จะสามารถที่จะทำการเลือกดูว่าธุรกิจไหนที่เราสนใจเราจะสามารถดูราคาหุ้นของกิจการนี้รวมถึงผู้ถือหุ้นใหญ่อีกด้วยซึ่งนั่นก็จะเป็นส่วนที่จะช่วยให้เราได้รับเลือการเล่นหุ้นได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้นว่าข้อมูลพื้นฐานรวมถึงธุรกิจต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยเรานั้นก็จะสามารถคำนวณได้วิธีนี้เหมาะกับการเล่นหุ้น VI ที่เราจะต้องหาข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเว็บตลาดหลักทรัพย์นั้นจะมีให้ได้ช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาและจะช่วยให้เราได้รับเลือกการสร้างให้ได้ตามความต้องการที่่เราจะมีขึ้นด้วยตัวของเราเองด้วยนั่นเองนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างฐานการลงทุนในการเล่นหุ้นให้ได้เกิดขึ้นมาอีกด้วยนั่นเอง

 

มาเรียนรู้กันเรื่องหุ้น กับตอน หุ้นคืออะไร

มาเรียนรู้กันเรื่องหุ้น กับตอน หุ้นคืออะไร

27

หลังจากที่เนื้อหาก่อนหน้านี้เราไปทำความรู้จักกับตลาดกันมาพอสมควรแล้วก็ถึงเวลาที่เราต้องไปทำความรู้จักกับหุ้นในตลาดกันบ้างทุกคนอาจเคยได้ยินคำว่าผู้ถือหุ้นมาก่อน

จริงๆแล้วการที่เราซื้อหุ้นก็เหมือนกับการที่เราเข้าไปเป็นเจ้าของกิจการคนหนึ่ง หรือก็คือไปเป็น “ผู้ถือหุ้น” นั่นเองโดยผู้ที่ถือหุ้นมากกว่า

ก็จะมีส่วนในการเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆมากกว่าและผู้ถือหุ้นก็จะสามารถได้รับผลตอบแทนได้ในหลายลักษณะ เช่นได้รับเงินปันผลซึ่งคำนวณจาก

กำไรของบริษัทหรือถ้าหากเราถือหุ้นจำนวนมากๆๆก็จะได้รับสิทธิในการร่วมบริหารบริษัทนั่นเอง

โดยปัจจุบันมีบริษัทซึ่งนำหุ้นเข้าตลาดมากมายรวมๆแล้วกว่า 1000 บริษัทไม่ว่าจะเป็นบริษัทชื่อดัง เช่นปตท. (PTT), ดีแทค (Dtac),

รถไฟฟ้า BTS (BTS), ทรู (True)รวมไปถึงธนาคารที่เรารู้จักกันอย่างดีเช่น กสิกรไทย (KBANK),ไทยพาณิชย์ (SCB), กรุงเทพ (BBL)

เป็นต้นนั่นคือเราสามารถเข้าไปร่วมเป็นเจ้าของกิจการไหนก็ได้ที่เราชอบ โดยนักลงทุนมือใหม่อาจจะมองว่าการลงทุนในหุ้นนั้นจะต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึจะเล่นได้แต่หารู้ไม่ว่าจริ ๆ แล้วการเล่นหุ้นเพียงคุณมีเงินแค่ 10,000 บาทก็เริ่มต้นที่จะเล่นหุ้นได้แล้วเพราะว่าปัจจุบันได้เปิดโอกาสให้มีการเล่นหุ้นได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้นเป็นส่วนประกอบให้เราได้รู้สึกถึงการเล่นและรู้ว่าการลงทุนนั้นสำคัญกว่า การเล่นหุ้นนั้นไม่ใช่เล่นเพื่อความเท่ห์ หรือทำให้ตัวเองดูมีระดับและยกฐานะแต่มันเป็นการช่วยสร้างการลงทุนให้กับตัวเองซึ่งหุ้นเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะมีความต้องการที่จะแตกต่างกันต่อไปเมื่อถึงเวลาที่หุ้นมีการขึ้นและลงนั้นก็จะช่วยให้เราได้รับการได้เปรียบต่อตัวหุ้นของเรา เราก็จะสามารถที่จะตั้งค่าโจมตีในส่วนต่าง ๆ ได้ด้วยตัวของเราเองเป็นส่วนที่จะทำให้เราได้รับการรู้จักการเล่นหุ้นอย่างแท้จริง

 

มาเรียนรู้เวลา เปิดปิดของการลงทุนในหุ้น

มาเรียนรู้เวลา เปิดปิดของการลงทุนในหุ้น

26

อีกหนึ่งเรื่องที่ทุกคนต้องรู้ คือเวลาเปิด-ปิดตลาดช่วงเวลาการเปิด-ปิดตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากและควรจดจำให้ได้เพราะอาจเป็นช่วงเวลาทำกำไรได้ในจังหวะเวลาหนึ่งๆโดยเวลาการเปิด-ปิด ดังต่อไปนี้

09.30-09.55 น. เป็นช่วง Pre-Open I

คือช่วงก่อนเปิดตลาดภาคเช้า

สามารถส่งคำสั่งได้แต่ยังไม่เกิดการซื้อขาย

09.55-10.00 น. เป็นช่วงเวลาสุ่มเปิดตลาด

โดยอาจจะเปิดที่นาทีใดก็ได้

10.00-12.30 น. เป็นช่วง Open I

เปิดตลาดภาคเช้ามีการซื้อขายตามปกติ

12.30-14.00 น. เป็นช่วง Intermission

เป็นช่วงพักครึ่งให้นักลงทุนพักผ่อน smile emoticon

14.00-14.25 น. เป็นช่วง Pre-Open II

คือช่วงก่อนเปิดตลาดภาคบ่าย

สามารถส่งคำสั่งได้แต่ยังไม่เกิดการซื้อขาย

14.25-14.30 น. เป็นช่วงเวลาสุ่มเปิดตลาด

โดยอาจจะเปิดที่นาทีใดก็ได้

14.30-16.00 น. เป็นช่วง Open II

เปิดตลาดภาคบ่ายมีการซื้อขายตามปกติ

16.00-16.35 น. เป็นช่วง Pre-Close

คือช่วงเวลาก่อนปิดตลาดสามารถ

ส่งคำสั่งได้แต่ยังไม่เกิดการซื้อขาย

16.35-16.40 น. เป็นช่วงเวลาสุ่มเปิดตลาด

โดยอาจจะเปิดที่นาทีใดก็ได้

และสุดท้าย 17.00 น. โดยประมาณ

จะสามารถส่งคำสั่งได้อีกครั้ง

เพื่อรอเปิดตลาดในวันถัดไป

ซึ่งเวลาเปิดปิดนี้นั้นจะช่วยให้เราสามารถเลือกลงทุนได้ตามช่วงเวลาของตลาดและจะเป็นช่วงเวลาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นทุกวันดังนั้นถือว่ามีความสำคัญมากเหมือนกันเพราะเราจะสามารถเลือกลงทุนได้ตามที่เราต้องการ เพื่อให้เราได้รับสาระการเรียนรู้ที่ได้รับมากยิ่งขึ้นด้วยตัวของเราเองนั้นจะสามารถที่จะสร้าง ความมั่นใจในการลงทุนในช่วงระยะเวลาต่าง ๆ โดยการที่เราจะต้องไม่ลืมว่าช่วงไหนคือการเปิดตลาดและช่วงไหนคือเวลาในการปิดตลาดเพื่อที่จะได้ทำการวางแผนในการลงทุนในตัวต่อ ๆ ไปด้วยนั่นเอง